ไลฟ์สไตล์

คำถามที่พบบ่อย

รู้หรือไม่?

โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งซึ่งสาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน คือการมีระดับไขมันและโคเลสเตอรอลในเลือดสูงผิดปกติ

 

มีวิธีใดที่ช่วยลดโคเลสเตอรอลได้บ้าง?

วิธีที่แรก คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งพฤติกรรมการบริโภคอาหาร รวมถึงการออกกำลังกาย ซึ่งวิธีนี้จะมีเหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันสูงเล็กน้อยถึงปานกลาง

วิธีที่สอง คือการใช้ยาช่วยลดการดูดซึมไขมันในเลือด นิยมใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีระดับไขมันสูงมาก ควบคู่ไปกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งในปัจจุบันได้มีการทำวิจัยและทดลองการใช้สารสกัดจากพืชธรรมชาติหลายชนิดที่สามารถช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลมาใช้กับผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดมากขึ้น เนื่องจากเป็นสารที่หาได้จากธรรมชาติและมีราคาถูกกว่าสารเคมีหรือยาที่ต้องสังเคราะห์ขึ้นมา สารสกัดจากธรรมชาติที่นิยมตัวหนึ่งในวงการแพทย์ ได้แก่ Plant sterol และ Plant Stanol

 

หลักการทำงานของ Plant Sterol

Plant sterol คือสารสกัดที่มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับโคเลสเตอรอลในร่างกาย มีกลไกช่วยลดอัตราการดูดซึมโคเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากมีโครงสร้างคล้ายกับโคเลสเตอรอลจึงสามารถเข้าแย่งจับรวมตัวกับไมเซลล์ (Micelle) ในลำไส้เล็กและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแทนไขมันโคเลสเตอรอลตัวจริงได้ ทำให้โคเลสเตอรอลตัวจริงถูกดูดซึมได้น้อยลง ส่งผลให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดลดลง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานวิจัยในหลอดทดลองว่า  Plant Stanol สนับสนุนการทำงานของเซลล์ที่ผนังลำไส้ เพิ่มอัตราการขจัดโคเลสเตอรอลออกจากร่างกาย กลุ่มงานวิจัยในหลายประเทศให้การรับรองการกลไกทำงานของ Plant Stanol เป็นสารช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดที่ปลอดภัย รวมถึงองค์กร World Heart Foundation ได้กำหนดปริมาณแนะนำไว้ที่ 2 กรัมต่อวัน เพื่อลดระดับโคเลสเตอรอล

 

สรรพคุณของ Plant Sterol

ในสหภาพยุโรปอนุญาตให้ผู้ผลิตสามารถกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claim) ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ส่วนผสม Plant Sterol และ Plant Stanol เป็นส่วนประกอบในอาหารโดยสามารถแสดงสรรพคุณ หรือ คุณประโยชน์ของอาหารบนฉลากบรรจุภัณฑ์ได้ว่าลดโคเลสเตอรอลในเลือด” (lower/reduce blood cholesterol) หรือโคเลสเตอรอลสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ” (High Cholesterol is a risk factor in the development of coronary heart disease)

ทั้งนี้ Plant Sterol มีปริมาณน้อยมากในอาหารตามธรรมชาติ เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ อุตสาหกรรมอาหารจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อลดโคเลสเตอรอล โดยเติมสารสกัด Plant Sterol ลงไป ซึ่งในหลายประเทศได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของ Plant Sterol เช่น โยเกิร์ต กาแฟผงสำเร็จรูป เครื่องดื่มธัญพืชสำเร็จรูป  เนย เนยเทียม เป็นต้น

รวมถึงผลิตภัณฑ์ อิมพีเรียล แพลนท์สเตอรอล สเปรด ที่มีการเติมสารสกัด Plant Sterol ลงในผลิตภัณฑ์ และยังได้รับตราสัญลักษณ์อาหารรักษ์หัวใจจากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์นี้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหัวใจ สามารถหาซื้อได้แล้วตามซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไป

แหล่งอ้างอิง

Plant Stanol สารสกัดจากพืช ถนอมหัวใจ http://www.thaiheartfound.org/category/details/food/426
Natural Alternatives  https://healthsachoice.com/2013/08/natural-alternative-to-statin-drugs/
สหภาพยุโรปประกาศกฎหมายกล่าวอ้าง Plant Stanol และ Sterol  http://fic.nfi.or.th/foodlaw-detail.php?smid=256

แดรี่ วิปปิ้งครีม คือครีมที่ผลิตมาจากไขมันที่มาจากไขมันนมเท่านั้น มีรสจืด หวานน้อย มีลักษณะสีเหลืองอ่อนๆ แดรี่ วิปปิ้งครีมที่บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำหน่าย ได้แก่ President Whipping Cream, Arla Whipping Cream และ Olden Burger Whipping Cream  นันแดรี่ วิปปิ้งครีม คือครีมที่ใช้ไขมันพืชเป็นส่วนผสมบางส่วน หรือทั้งหมด มีรสหวานกว่าและขาวกว่าแดรี่ วิปปิ้งครีม นันแดรี่ วิปปิ้ครีม ที่บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำหน่าย ได้แก่ Hi-Road Whipping Cream

Imperial Ready Gel เป็นเจลสำหรับใช้เคลือบผลไม้สด ทำให้เกิดความเงางาม และทำให้ผลไม้สดนาน ข้อดีคือ ใช้ง่าย สะดวก ไม่ต้องตุ๋น สามารถนำไปราดบนเค้กที่ปาดครีมแล้วก็ได้ 

Imperial Glace Glacing Gel เป็นผลิตภัณฑ์เจลที่มีเนื้อผลไม้ปั่นเป็นเนื้อละเอียดผสมอยู่ เหมาะสำหรับในการนำไปเคลือบเงาขนมต่างๆ ให้เกิดความเงางาม ซึ่งต้องมีการผสมกับน้ำแล้วนำไปต้นก่อนการนำมาใช้ ส่วนที่เหลือสามารถเก็บไว้ใช้ได้อีกเพียงนำมาตุ๋นให้ละลาย แล้วนำไปใช้ต่อได้

Natural Cheese หรือ Real Cheese เป็นชีสที่ประกอบด้วยนม, Cheese Culture, เอ็นไซม์ และเกลือ ซึ่งผ่านการบ่มจนเป็นชีส 

Processed Cheese เป็น Real Cheese ที่ผ่านการผสมด้วยอิมัลซิไฟเออร์, เวย์, สี รวมทั้งวัตถุกันเสีย และผ่านความร้อน เพื่อเปลี่ยนลักษณะเนื้อสัมผัสให้ได้เนื้อที่มีความเนียนและมีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน

เหมือนกันในเรื่องของการใช้ไขมันพืชเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิต แตกต่างกันในเรื่องของสีและกลิ่น โดยเนยเทียมผ่านกระบวนการทำสีและกลิ่นให้คล้ายเนยแท้ ในขณะที่เนยขาวนั้น ไม่มีสี และไม่มีกลิ่น

ยีสต์บรักกี้มานแพ็กสีน้ำเงิน สำหรับทำขนมปังจืด ซึ่งมีน้ำตาลน้อยกว่า 5% ของน้ำหนักแป้ง 

ยีสต์บรักกี้มานแพ็กสีน้ำตาล สำหรับทำขนมปังหวาน ซึ่งมีน้ำตาลมากกว่า 5% ของน้ำหนักแป้ง 

(การเลือกใช้ยีสต์ให้ดูปริมาณเปอร์เซ็นต์ที่มีในสูตร)

สินค้าเนย กับ ชีส มีความเหมือนกันในเรื่องแหล่งที่มาของวัตถุดิบ คือใช้น้ำนมในการผลิตเหมือนกัน แต่มีความต่างกันในเรื่องส่วนประกอบหลัก เนื่องจาก เนย จะมีส่วนประกอบหลักคือน้ำมันเนย ที่ตามมาตรฐาน อย. จะต้องปริมาณมีน้ำมันเนย (MILK FAT) ไม่ต่ำกว่า 80% , ส่วนชีส จะมีส่วนประกอบหลักคือโปรตีนที่อยู่ในน้ำนม เนื่องจาก กระบวนการผลิต จะมีการใช้เรนเนท (Enzyme) ในการทำให้โปรตีนที่อยู่ในน้ำนม จับตัวกันเป็นก้อน (Curd) และนำโปรตีนเหล่านี้มาผลิตเป็นเนยแข็ง

โดยปกติแล้ว เนยแข็งจากกระบวนการผลิต จะผ่านกระบวนการทำให้โปรตีนในน้ำนมจับตัวเป็นก้อน โดยจะใช้เอนไซม์เป็นตัวช่วย โดนเอนไซม์ที่ใช้นี้ จะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือเอนไซม์ที่ได้มาจากสัตว์ (Animal Rennet) และเอนไซม์ที่ได้จากพืช (Microbial Rennet หรือ Vegetable Rennet) ซึ่งมีผลให้เนยแข็งที่ใช้เอนไซม์จากพืชในการย่อยโปรตีนจากนม เป็นเนยแข็งที่เหมาะกับลูกค้าที่เป็นมังสวิรัติรับประทาน ทั้งนี้ โดยส่วนมาก เนยแข็งที่เป็นสินค้าที่ขายในตลาดอุตสาหกรรมอาหารใหญ่ ๆ  (Commodity) เป็นเนยแข็งที่ลูกค้ามังสวิรัติสามารถทานได้ ยกตัวอย่างเช่น Cheddar Cheese, Processed Cheddar Cheese, Mozzarella Cheese เป็นต้น

จริง ๆ แล้ว ชีส มีให้เลือกหลายประเภท และมีปริมาณของระดับไขมันที่ต่างกัน ซึ่งลูกค้าที่ต้องการได้รับแคลเซียมจากนมที่มีอยู่ในชีสในระดับที่สูง (เนื่องจากชีส 1 กก. จะต้องใช้น้ำนมในการผลิตมากถึง 10 ลิตร) แต่อาจจะกลัวอ้วน ก็แนะนำให้ซื้อสินค้าชีสที่เป็นประเภทไขมันต่ำรับประทาน (Low Fat Cheese) อย่างไรก็ตาม ระดับไขมันที่อยู่ในชีสนั้นจะเป็นตัวที่ช่วยให้ชีสมีรสชาติที่ดีขึ้น มีความหอมมัน น่ารับประทาน